วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559
เตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต
เตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต
เพื่อที่ผู้บริจาค จะไม่ต้องเสียเวลาโดยไม่จำเป็น ในการรอบริจาค ผู้บริจาคควรสำรวจตนเองว่า มีคุณสมบัติเพียบพร้อมสำหรับการบริจาคหรือไม่ ซึ่งผู้บริจาค ควรมีคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้
1.เป็นผู้มีอายุระหว่าง 17 - 60 ปี
2.มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง น้ำหนักตั้งแต่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป
3.ไม่มีประวัติการเป็นโรคมาลาเรีย ในระยะ 3 ปี
4.ไม่มีประวัติเป็นโรคตับอักเสบ หรือดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
5.ผู้หญิง ไม่อยู่ในระยะประจำเดือน หรือ มีครรภ์
6.ไม่ควรบริจาคหลังทำการผ่าตัด ในระยะ 6 เดือน
7.ผู้เคยรับโลหิตงดบริจาค 1 ปี
8.งดสูบบุหรี่ก่อนบริจาค 12 ชั่วโมง
9.ไม่ทานยาแก้อักเสบก่อนบริจาค 1 สัปดาห์
10.ไม่ได้รับเลือดจากผู้อื่นมาระยะ 6 เดือน
11.ไม่ได้รับวัคซีนภายใน 14 วัน เซรุ่มภายใน 1 ปี
12.ไม่ได้มีสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่มิใช่คู่สมรส
13.มีการนอนหลับสนิท ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง
14.ไม่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อการบริจาคโลหิต
เช่น กามโรค โรคติดเชื้อต่าง ๆ ไอเรื้อรัง ไอมีโลหิต โลหิตออกง่ายผิดปกติ หยุดยาก
โรคเลือดชนิดต่าง ๆ โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ โรคลมชัก โรคผิวหนังเรื้อรัง โรคหัวใจ
โรคไต โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ มะเร็ง หรือโรคอื่นๆ
15.ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ หรือสำส่อนทางเพศ
ได้แก่ ท่านหรือคู่สมรสของท่าน เคยมีเพศสัมพันธ์กับหญิงหรือชาย ที่ขายบริการทางเพศ
หรือ มีเพศสัมพันธ์แบบชายรักชาย
16.ไม่ทำการเจาะหู สัก ลบรอยสัก ฝังเข็มในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
17.ไม่มีประวัติติดยาเสพติด หรือเคยเป็นผู้ที่เสพยาเสพติดโดยใช้เข็มฉีดยา
18.ไม่เป็นผู้ติดเชื้อเอดส์
19.สตรีไม่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือ ให้นมบุตร
และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา
20.งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนบริจาค
21.รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กเพิ่ม
2.มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง น้ำหนักตั้งแต่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป
3.ไม่มีประวัติการเป็นโรคมาลาเรีย ในระยะ 3 ปี
4.ไม่มีประวัติเป็นโรคตับอักเสบ หรือดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
5.ผู้หญิง ไม่อยู่ในระยะประจำเดือน หรือ มีครรภ์
6.ไม่ควรบริจาคหลังทำการผ่าตัด ในระยะ 6 เดือน
7.ผู้เคยรับโลหิตงดบริจาค 1 ปี
8.งดสูบบุหรี่ก่อนบริจาค 12 ชั่วโมง
9.ไม่ทานยาแก้อักเสบก่อนบริจาค 1 สัปดาห์
10.ไม่ได้รับเลือดจากผู้อื่นมาระยะ 6 เดือน
11.ไม่ได้รับวัคซีนภายใน 14 วัน เซรุ่มภายใน 1 ปี
12.ไม่ได้มีสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่มิใช่คู่สมรส
13.มีการนอนหลับสนิท ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง
14.ไม่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อการบริจาคโลหิต
เช่น กามโรค โรคติดเชื้อต่าง ๆ ไอเรื้อรัง ไอมีโลหิต โลหิตออกง่ายผิดปกติ หยุดยาก
โรคเลือดชนิดต่าง ๆ โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ โรคลมชัก โรคผิวหนังเรื้อรัง โรคหัวใจ
โรคไต โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ มะเร็ง หรือโรคอื่นๆ
15.ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ หรือสำส่อนทางเพศ
ได้แก่ ท่านหรือคู่สมรสของท่าน เคยมีเพศสัมพันธ์กับหญิงหรือชาย ที่ขายบริการทางเพศ
หรือ มีเพศสัมพันธ์แบบชายรักชาย
16.ไม่ทำการเจาะหู สัก ลบรอยสัก ฝังเข็มในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
17.ไม่มีประวัติติดยาเสพติด หรือเคยเป็นผู้ที่เสพยาเสพติดโดยใช้เข็มฉีดยา
18.ไม่เป็นผู้ติดเชื้อเอดส์
19.สตรีไม่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือ ให้นมบุตร
และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา
20.งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนบริจาค
21.รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กเพิ่ม
การบริจาค
เมื่อถึงหน่วยบริจาครับบริจาคโลหิต จะมีผู้เชี่ยวชาญหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน
นำใบกรอกเพื่อเขียนประวัติของผู้บริจาคและเซ็นชื่อยินยอม และยอมรับว่าข้อมูลทั้งหมดเป็นความจริง
นำใบกรอกเพื่อเขียนประวัติของผู้บริจาคและเซ็นชื่อยินยอม และยอมรับว่าข้อมูลทั้งหมดเป็นความจริง
เมื่อกรอกเรียบร้อยจะถึงขั้นตอนการวัดความดัน และตรวจโลหิตขั้นต้น
เพื่อคัดกรองโลหิตในขั้นต้น และเพื่อความปลอดภัยของผู้บริจาคเอง
เพื่อคัดกรองโลหิตในขั้นต้น และเพื่อความปลอดภัยของผู้บริจาคเอง
หลังจากนั้นผู้บริจาคจะถูกพามานอนบนเตียงบริจาคเพื่อเจาะเข็มเข้าเส้นเลือด
เพื่อนำโลหิตใส่ยังถุงโลหิต เป็นจำนวน 350 - 450 มิลลิลิตร
เจ้าหน้าที่นำเข็มเจาะออก ควรนอนพักเพื่อปรับสภาพสักครู่
เพื่อนำโลหิตใส่ยังถุงโลหิต เป็นจำนวน 350 - 450 มิลลิลิตร
เจ้าหน้าที่นำเข็มเจาะออก ควรนอนพักเพื่อปรับสภาพสักครู่
เมื่อลุกออกจากเตียง ควรรับอาหารว่าง ที่ทางหน่วยบริการจัดเตรียมไว้
ซึ่งหลักๆ ได้แก่ น้ำหวาน (น้ำแดง) และ ขนมที่ทำมีธาตุเหล็ก พร้อมทั้งรับ ธาตุเหล็กกลับไปรับประทาน
ซึ่งหลักๆ ได้แก่ น้ำหวาน (น้ำแดง) และ ขนมที่ทำมีธาตุเหล็ก พร้อมทั้งรับ ธาตุเหล็กกลับไปรับประทาน
การปฏิบัติตัวหลังการบริจาค
หลังจากการบริจาคโลหิตแล้ว ผู้บริจาคควรปฏิบัติตนหลังการบริจากตามคำแนะนำ เพื่อประโยชน์ของผู้บริจาคเอง ดังนี้
- ดื่มน้ำมากกว่าปกติหลังบริจาคเป็นเวลา 2 วัน
- งดออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อหลังการบริจาค หลีกเลี่ยงการทำซาวน่า
- ผู้บริจาคโลหิตที่ทำงานใช้แรง หรือใช้กำลังมาก ควรหยุดพักหนึ่งวัน
- รับประทานยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละ 1 เม็ด เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก
- หลีกเลี่ยงการใช้กำลังแขนข้างที่เจาะ เป็นเวลา 12 ชั่วโมง
- งดออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อหลังการบริจาค หลีกเลี่ยงการทำซาวน่า
- ผู้บริจาคโลหิตที่ทำงานใช้แรง หรือใช้กำลังมาก ควรหยุดพักหนึ่งวัน
- รับประทานยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละ 1 เม็ด เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก
- หลีกเลี่ยงการใช้กำลังแขนข้างที่เจาะ เป็นเวลา 12 ชั่วโมง
ประโยชน์ของการบริจาคโลหิต
1.ได้รับความภาคภูมิใจ ในการบริจาค
2.ได้รับทราบหมู่โลหิตของตนเองในระบบ ABO และ ระบบ RH
3.เสมือนได้รับการตรวจสุขภาพร่างกาย เนื่องจาก โลหิตที่ได้รับบริจาค
ต้องผ่านกระบวนการในห้องปฏิบัติการ หากเป็นโรคร้ายแรง ทางสภากาชาดจะส่งเอกสารข้อมูลไปยังที่อยู่ที่ลงทะเบียนไว้
4.ช่วยชีวิตผู้อื่นที่ต้องการเลือด เป็นการใช้ชีวิตต่อชีวิต
2.ได้รับทราบหมู่โลหิตของตนเองในระบบ ABO และ ระบบ RH
3.เสมือนได้รับการตรวจสุขภาพร่างกาย เนื่องจาก โลหิตที่ได้รับบริจาค
ต้องผ่านกระบวนการในห้องปฏิบัติการ หากเป็นโรคร้ายแรง ทางสภากาชาดจะส่งเอกสารข้อมูลไปยังที่อยู่ที่ลงทะเบียนไว้
4.ช่วยชีวิตผู้อื่นที่ต้องการเลือด เป็นการใช้ชีวิตต่อชีวิต
ที่มา : สภากาชาดไทย
***สำหรับการบริจาคเลือด สามารถบริจาคได้ทุกโรงพยาบาลในกำกับของกระทรวงสาธารณสุขครับ หรือหน่วยรับบริจาคฯ ครับ**
วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558
สวัสดีครับขออนุญาตส่งต่อข้อมูลดีๆนะครับ
สวัสดีครับขออนุญาตส่งต่อข้อมูลดีๆนะครับ
■ กับสูตรคำนวณเงินออมขั้นต่ำที่ควรจะต้องมี
หลังจากคำนวณเสร็จแล้ว คงจะมีหลายๆคนทำหน้าเบ้
● เพราะยังไม่มีเงินออมตามที่คำนวณได้
แต่ไม่ต้องเสียใจไป เพราะคนอีกมากมาย
ที่ยังไม่มีเงินออมเช่นเดียวกันกับคุณ
แต่ขอแนะนำให้มองกลับด้านว่า...
คุณยัง "โชคดี" กว่าคนอื่นๆ อีกตั้งมากมาย
เพราะรู้ตัวก่อนว่าควรจะมีเงินออมเท่าไหร่
ที่เหลือคือการเริ่มลงมือ "ออม" เท่านั้นเอง
(สิ่งที่ยากมันอยู่ตรงนี้ครับ
#เพราะถ้าไม่เริ่มก็ไม่มีแน่นอนครับ)
ขอเชิญทุกท่านมาเริ่มออมกับโครงการ
"ออมเดือนละพันกับเอไอเอ" กันนะครับ
ฝากเพียง 7 ปี หยุดฝาก
คุ้มครองรายได้ตลอดการออม
รับดอกเบี้ยซู๊งสูง มีหลายแพคเกจให้เลือก
#ฝาก 1,000 กว่า กำไรเมื่อสิ้นสุดสัญญา
200,000 กว่า ไรงี้ คุ้มเวอร์ (ยิ่งอายุน้อยยิ่งกำไรเยอะ)
สนใจร่วมโครงการติดต่อ
โทร.062-0402415 , 090-4674757 Line:frdmln
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
AIA Online Advisor ตรวจสอบสุขภาพทางการเงิน (เงินออมระยะสั้น)
AIA Online Advisor ตรวจสอบสุขภาพทางการเงิน (เงินออมระยะสั้น)
https://www.youtube.com/watch?v=QsaZYxkC24k
---------------------------------------
สนใจติดต่อสอบถาม
หรือนัดพบ เพื่อศึกษา ทำความเข้าใจ ความคุ้มครอง ทุนประกัน เบี้ยประกัน
สิทธิประโยชน์ที่ท่านจะได้รับต่าง ๆ
โทร 062-0402415
เลขที่ใบอนุญาตตัวแทนประกันชีวิต AIA 554777
Email : aiachiangraii@gmail.com
(ขอชื่อ อายุ อาชีพ ลักษณะการทำงาน รายได้ต่อปี ทุนประกัน ความต้องการซื้อประกันของท่าน เบอร์ติดต่อกลับ เพื่อคำนวณเบี้ยประกันได้ถูกต้อง) (บางท่านต้องการราคาเปรียบเทียบ ด้วยความยินดีครับ)
จะตอบเมล์กลับไปให้ครับ
ลูกค้าท่านใดต้องการซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ แจ้งนัดพบล่วงหน้าครับ
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
กรมธรรม์บำนาญ เรื่องใกล้ตัวที่คุณควรรู้
| เมืองไทยกำลังเปลี่ยนไปเป็นสังคมผู้สูงอายุ ( Aging society ) ภายใน 20 ปีข้างหน้า 1 ใน 5 ของประชากรไทยจะมีอายุ 60 ปี ขึ้นไป และเราทุกคนรู้ว่ารัฐบาลไม่มีทางที่จะดูแลคนชราเหล่านี้ได้ทั่วถึงแน่ |
วิธีที่ดีที่สุดที่ทุกประเทศใช้กันคือ ส่งเสริมให้ประชาชนช่วยเหลือตนเอง และหนึ่งในวิธีการนั้นคือ การสนับสนุนให้เขาซื้อกรมธรรม์บำนาญเพื่อเขาจะได้มีเงินเลี้ยงดูหลังเกษียณไปตลอดชีวิต
กรมธรรม์บำนาญ ( Annuity ) เป็นสัญญาทางการเงินในรูปของกรมธรรม์ประกันภัย ที่ผู้ขายซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทประกันชีวิต ทำข้อตกลงจะจ่ายเงินงวดในอนาคตให้แก่ผู้รับบำนาญ ( annuitant ) เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่เขาต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ก้อนเดียวทันที หรือ เบี้ยประกันอย่างสม่ำเสมอหลายๆงวดให้บริษัท ก่อนที่เขาจะได้รับเงินรายได้เป็นรายเดือน, รายสามเดือน, รายหกเดือนหรือรายปีไปตลอดชีวิต หรือตามจำนวนปีที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
หากเป็นกรมธรรม์บำนาญแบบตลอดชีพ ( Lifetime Annuity ) เงินรายงวดที่จ่ายจากบริษัทไปยังลูกค้านั้นไม่มีการจำกัดกรอบเวลา ขึ้นกับอายุขัยของลูกค้าเป็นหลัก ยิ่งอายุยืน ยิ่งรับเงินมากงวดขึ้น แต่สัญญาจะสิ้นสุดลงเมื่อลูกค้าเสียชีวิต หากมีเงินสะสมเหลืออยู่ ส่วนที่เหลือนี้จะถูกริบเข้ากองกลางเพื่อนำไปเป็นทุนสะสมให้สมาชิกคนอื่นต่อไป (คล้ายกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์) เว้นแต่จะมีผู้รับบำนาญร่วมหรือมีผู้รับประโยชน์ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
กรมธรรม์บำนาญจึงเป็นการประกันการทรงชีพ ( longevity insurance ) ซึ่งความไม่แน่นอนของช่วงชีวิตบุคคลจะถูกโอนความเสี่ยงไปยังบริษัท และบริษัทจะใช้ชีวิตของลูกค้าจำนวนมาก มากระจายความเสี่ยง กรมธรรม์แบบนี้จึงควรซื้อไว้เพื่อที่เราจะยังคงมีรายได้หลังเกษียณอายุ
ระยะของกรมธรรม์ โดยทั่วไป มี 2 ช่วง
1. ช่วงสะสม ( Accumulation phase ) เป็นช่วงที่ลูกค้าฝากและสะสมเงินออมในบัญชีของตนในบริษัทประกันชีวิต
2. ช่วงรับบำนาญ ( Annuitization phase หรือ Distribution phase ) เป็นช่วงที่บริษัทประกันจ่ายเงินได้ประจำให้ลูกค้าที่ระบุไว้ในกรมธรรม์จนกว่าจะเสียชีวิตหรือตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้
1. ช่วงสะสม ( Accumulation phase ) เป็นช่วงที่ลูกค้าฝากและสะสมเงินออมในบัญชีของตนในบริษัทประกันชีวิต
2. ช่วงรับบำนาญ ( Annuitization phase หรือ Distribution phase ) เป็นช่วงที่บริษัทประกันจ่ายเงินได้ประจำให้ลูกค้าที่ระบุไว้ในกรมธรรม์จนกว่าจะเสียชีวิตหรือตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้
อย่างไรก็ตาม เราอาจสร้างกรมธรรม์ที่มีแต่ระยะรับบำนาญ โดยการใส่เงินเข้าไปก้อนใหญ่ครั้งเดียว ( single premium) แล้วขอรับบำนาญภายใน 1 ปี กรมธรรม์แบบนี้จะเรียกว่า Immediate annuity ซึ่งจะช่วยรองรับผู้สูงอายุที่ได้รับเงินก้อนโต ณ วันเกษียณ เช่นเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ , เงินจากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ( RMF) หรือเงินบำเหน็จราชการ โดยให้เขานำเงินที่ได้นี้ มาซื้อกรมธรรม์บำนาญ แล้วกรมธรรม์จะทำหน้าที่จ่ายเงินให้ใช้ แทนค่าจ้างเดิมไปจนวันสุดท้ายของชีวิต กรมธรรม์แบบนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศสหรัฐอเมริกา
แต่ถ้าเรายังไม่พร้อม ยังไม่มีเงินก้อน จะใช้วิธีค่อยๆจ่ายเบี้ยประกันสะสมเข้าไปเรื่อยๆ จนเมื่อมีเงินมากพอแล้วค่อยรับบำนาญ หรือใครจะเริ่มจากการจ่ายเงินก้อนโตเข้าไปครั้งเดียว แต่เราอาจรู้สึกว่ามันยังไม่มากพอ จะขอฝากเงินไว้ให้เขาบริหารลงทุนไปก่อน จนเมื่อมีขนาดพอสมควรแล้ว ค่อยมารับบำนาญ กรมธรรม์แบบนี้จะเรียกว่า Deferred Annuity
หรือในกรณีที่เรามีเงินก้อนโต แต่อายุเรายังไม่ถึงเกณฑ์ที่เขากำหนดว่าเป็นวัยเกษียณ จะฝากเงินเก็บไว้ที่บริษัทประกันจนถึงอายุที่กำหนดแล้วค่อยรับบำนาญ ก็เรียกกรมธรรม์นี้ว่า Deferred Annuity เหมือนกัน โดยเงินโตนี้อาจมาจากมรดก, เงินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ หรือเงินครบสัญญากรมธรรม์แบบสะสมทรัพย์ก็ได้
ชนิดของกรมธรรม์บำนาญ
ในสหรัฐและยุโรปที่มีกรมธรรม์บำนาญขายมาช้านานแล้ว พบว่ามีกรมธรรม์ชนิดต่างๆให้เลือกมากมาย บางแบบเรียกตามอัตราผลประโยชน์ที่ได้รับ บางแบบเรียกตามระยะเวลาที่รับบำนาญ ขณะที่บางแบบใช้จำนวนผู้รับหรือสุขภาพของผู้รับมาเป็นชื่อเรียก โดยลูกค้าสามารถเลือกที่จะใช้เงื่อนไขต่างๆเหล่านี้มาผสมรวมกันในกรมธรรม์ฉบับเดียวกันก็ได้
ในสหรัฐและยุโรปที่มีกรมธรรม์บำนาญขายมาช้านานแล้ว พบว่ามีกรมธรรม์ชนิดต่างๆให้เลือกมากมาย บางแบบเรียกตามอัตราผลประโยชน์ที่ได้รับ บางแบบเรียกตามระยะเวลาที่รับบำนาญ ขณะที่บางแบบใช้จำนวนผู้รับหรือสุขภาพของผู้รับมาเป็นชื่อเรียก โดยลูกค้าสามารถเลือกที่จะใช้เงื่อนไขต่างๆเหล่านี้มาผสมรวมกันในกรมธรรม์ฉบับเดียวกันก็ได้
กรมธรรม์บำนาญ สามารถแบ่งเป็นชนิดต่างๆได้ดังนี้
1. กรมธรรม์แบบคงที่และแบบแปรผัน ( Fixed and Variable annuities )
กรมธรรม์ที่จ่ายเงินบำนาญแบบคงที่ตั้งแต่งวดแรกไปจนวันสุดท้ายของชีวิต เราเรียกกรมธรรม์แบบนี้ว่ากรมธรรม์บำนาญแบบคงที่ ( Fixed annuities ) ซึ่งหากลูกค้ามีอายุยืนมากๆหรือกรณีที่เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงนานๆ จะมีผลให้กำลังซื้อของผู้รับบำนาญลดลงในอนาคต จึงมีกรมธรรม์ชนิดที่จ่ายเงินในจำนวนที่เพิ่มขึ้นทุกปีเช่น 3% หรือเพิ่มขึ้นตามเปอร์เซ็นต์ของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะช่วยให้เรามีกำลังซื้อเท่าเดิม แต่ต้องแลกกับการที่เงินบำนาญงวดแรกที่ได้รับ ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับกรมธรรม์แบบคงที่ทั่วไป ยิ่งเรากำหนดให้เงินงวดเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมาก เงินบำนาญที่จ่ายออกมางวดแรกยิ่งต่ำลง กรมธรรม์แบบนี้เรียกว่า Escalation Annuities
กรมธรรม์ที่จ่ายเงินบำนาญแบบคงที่ตั้งแต่งวดแรกไปจนวันสุดท้ายของชีวิต เราเรียกกรมธรรม์แบบนี้ว่ากรมธรรม์บำนาญแบบคงที่ ( Fixed annuities ) ซึ่งหากลูกค้ามีอายุยืนมากๆหรือกรณีที่เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงนานๆ จะมีผลให้กำลังซื้อของผู้รับบำนาญลดลงในอนาคต จึงมีกรมธรรม์ชนิดที่จ่ายเงินในจำนวนที่เพิ่มขึ้นทุกปีเช่น 3% หรือเพิ่มขึ้นตามเปอร์เซ็นต์ของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะช่วยให้เรามีกำลังซื้อเท่าเดิม แต่ต้องแลกกับการที่เงินบำนาญงวดแรกที่ได้รับ ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับกรมธรรม์แบบคงที่ทั่วไป ยิ่งเรากำหนดให้เงินงวดเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมาก เงินบำนาญที่จ่ายออกมางวดแรกยิ่งต่ำลง กรมธรรม์แบบนี้เรียกว่า Escalation Annuities
ขณะที่กรมธรรม์บำนาญแบบแปรผัน ( Variable annuities ) จะจ่ายเงินที่ขึ้นลงตามผลประกอบการจากการลงทุน ซึ่งโดยมากมักจะเป็นการลงทุนในพันธบัตร หุ้นกู้ และกองทุนรวมต่างๆ กรมธรรม์บำนาญแบบแปรผันนี้ บางอย่างมีการรับประกันเงินงวดขั้นต่ำ ขณะที่บางอย่างไม่มีการรับประกันเลย แต่ชนิดที่มีการรับประกันจะได้รับความนิยมมากกว่า
2. กรมธรรม์บำนาญแบบรับประกันจำนวนปี ( Guaranteed annuities )จุดอ่อนอย่างหนึ่งของกรมธรรม์บำนาญดั้งเดิม คือถ้าผู้รับเงินบำนาญเกิดเสียชีวิตก่อนที่จะได้ใช้เงินเท่ากับยอดเงินที่ตนสะสมไว้ เงินงวดที่เหลือจะถูกริบเข้ากองกลางเพื่อเป็นกองทุนหมุนเวียนให้สมาชิกผู้รับบำนาญที่เหลือ
จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่จะมีกรมธรรม์แบบรับประกันจำนวนปีขั้นต่ำ ที่บริษัทผู้รับประกันจะต้องจ่ายเงินบำนาญอย่างน้อยในจำนวนปีที่แน่นอน เช่น 5 ปี หรือ 10 ปี หากผู้เอาประกันอยู่รับเงินครบตามระยะเวลาดังกล่าว เขายังคงสิทธิที่จะอยู่รับเงินบำนาญไปเรื่อยๆจนกว่าจะเสียชีวิต แต่ถ้าเกิดเขาเสียชีวิตก่อนช่วงเวลาที่กำหนด คู่สมรสหรือกองมรดกของเขาจะมีสิทธิเข้ารับเงินส่วนที่เหลือ(ของ 5 ปี หรือ 10 ปีที่รับประกันไว้)
แต่การตัดสินใจที่จะเลือกเป็นกรมธรรม์แบบที่รับประกันจำนวนปีนั้น ต้องแลกกับการที่จะได้รับเงินงวดน้อยลง เช่น ชายอายุ 65 ปี หากเลือกกรมธรรม์ที่มีระยะเวลารับประกัน 5 ปี จะได้รับบำนาญน้อยกว่าแบบที่ไม่มีระยะเวลารับประกัน 2% และหากให้บริษัทรับประกันขั้นต่ำถึง 10 ปี จะได้รับเงินบำนาญน้อยกว่าแบบทั่วไปถึง 6%
จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่จะมีกรมธรรม์แบบรับประกันจำนวนปีขั้นต่ำ ที่บริษัทผู้รับประกันจะต้องจ่ายเงินบำนาญอย่างน้อยในจำนวนปีที่แน่นอน เช่น 5 ปี หรือ 10 ปี หากผู้เอาประกันอยู่รับเงินครบตามระยะเวลาดังกล่าว เขายังคงสิทธิที่จะอยู่รับเงินบำนาญไปเรื่อยๆจนกว่าจะเสียชีวิต แต่ถ้าเกิดเขาเสียชีวิตก่อนช่วงเวลาที่กำหนด คู่สมรสหรือกองมรดกของเขาจะมีสิทธิเข้ารับเงินส่วนที่เหลือ(ของ 5 ปี หรือ 10 ปีที่รับประกันไว้)
แต่การตัดสินใจที่จะเลือกเป็นกรมธรรม์แบบที่รับประกันจำนวนปีนั้น ต้องแลกกับการที่จะได้รับเงินงวดน้อยลง เช่น ชายอายุ 65 ปี หากเลือกกรมธรรม์ที่มีระยะเวลารับประกัน 5 ปี จะได้รับบำนาญน้อยกว่าแบบที่ไม่มีระยะเวลารับประกัน 2% และหากให้บริษัทรับประกันขั้นต่ำถึง 10 ปี จะได้รับเงินบำนาญน้อยกว่าแบบทั่วไปถึง 6%
3. กรมธรรม์บำนาญแบบคู่ชีวิต (Joint annuities or Partner’s Pension )
เป็นกรมธรรม์ที่จะจ่ายเงินบำนาญให้ไปตลอดชีวิตของผู้รับสองคน ซึ่งโดยทั่วไปมักเป็นคู่สามี-ภรรยา โดยหากผู้รับบำนาญคนแรกเสียชีวิตไปแล้ว คนที่เหลือจะยังคงได้รับบำนาญต่อไปตลอดชีวิต การจ่ายเงินยังคงดำเนินต่อไปในจำนวนเท่าเดิมหรืออาจจะลดลง ขึ้นกับเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา ในบางประเทศให้สามารถใช้ได้กับคู่รักที่เป็นเพศเดียวกันได้ หรืออาจหมายถึงคนที่บริษัทประกันเชื่อว่ายังต้องพึ่งพาผู้รับบำนาญคนแรกในวันที่เขาจากไป
เป็นกรมธรรม์ที่จะจ่ายเงินบำนาญให้ไปตลอดชีวิตของผู้รับสองคน ซึ่งโดยทั่วไปมักเป็นคู่สามี-ภรรยา โดยหากผู้รับบำนาญคนแรกเสียชีวิตไปแล้ว คนที่เหลือจะยังคงได้รับบำนาญต่อไปตลอดชีวิต การจ่ายเงินยังคงดำเนินต่อไปในจำนวนเท่าเดิมหรืออาจจะลดลง ขึ้นกับเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา ในบางประเทศให้สามารถใช้ได้กับคู่รักที่เป็นเพศเดียวกันได้ หรืออาจหมายถึงคนที่บริษัทประกันเชื่อว่ายังต้องพึ่งพาผู้รับบำนาญคนแรกในวันที่เขาจากไป
4. กรมธรรม์บำนาญสำหรับผู้มีโรคประจำตัว ( Impaired life annuities )
ปัจจุบันได้เริ่มมีการออกกรมธรรม์บำนาญเพื่อรองรับผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหอบหืดเรื้อรัง หรือโรคมะเร็งบางชนิด โดยหากลูกค้ามีรายงานของแพทย์เข้ามายืนยันการเจ็บป่วย บริษัทจะจ่ายเงินรายงวดก้อนใหญ่ขึ้น เพราะคาดว่าลูกค้าจะอยู่รับเงินได้ไม่นาน กรมธรรม์แบบนี้จะต้องซื้อผ่านที่ปรึกษาการเงินหรือตัวแทนประกันชีวิตเท่านั้น
ปัจจุบันได้เริ่มมีการออกกรมธรรม์บำนาญเพื่อรองรับผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหอบหืดเรื้อรัง หรือโรคมะเร็งบางชนิด โดยหากลูกค้ามีรายงานของแพทย์เข้ามายืนยันการเจ็บป่วย บริษัทจะจ่ายเงินรายงวดก้อนใหญ่ขึ้น เพราะคาดว่าลูกค้าจะอยู่รับเงินได้ไม่นาน กรมธรรม์แบบนี้จะต้องซื้อผ่านที่ปรึกษาการเงินหรือตัวแทนประกันชีวิตเท่านั้น
5. กรมธรรม์บำนาญแบบเพิ่มพูน ( Enhanced Annuities )
เป็นกรมธรรม์ที่โดยทั่วไปจะขายให้ลูกค้าที่สูบบุหรี่เป็นประจำ แต่อาจขายให้คนที่มีน้ำหนักมาก หรือคนที่ทำงานในเหมืองนานๆก็ได้ โดยบริษัทจะขอรายงานแพทย์เพื่อยืนยันความถูกต้อง ถ้าบริษัทอนุมัติ เงินงวดที่ได้รับในอนาคตจะสูงกว่าบำนาญทั่วไป เพราะบริษัทคาดว่าจะจ่ายเงินให้เราช่วงสั้นกว่าคนทั่วไป
เป็นกรมธรรม์ที่โดยทั่วไปจะขายให้ลูกค้าที่สูบบุหรี่เป็นประจำ แต่อาจขายให้คนที่มีน้ำหนักมาก หรือคนที่ทำงานในเหมืองนานๆก็ได้ โดยบริษัทจะขอรายงานแพทย์เพื่อยืนยันความถูกต้อง ถ้าบริษัทอนุมัติ เงินงวดที่ได้รับในอนาคตจะสูงกว่าบำนาญทั่วไป เพราะบริษัทคาดว่าจะจ่ายเงินให้เราช่วงสั้นกว่าคนทั่วไป
6. กรมธรรม์บำนาญแบบคุ้มครองเงินต้น ( Capital Protected Annuities )
เป็นกรมธรรม์แบบที่ถ้าคุณจากไปก่อนอายุ 75 ปี จะมีเงินก้อนหนึ่งจ่ายให้ผู้รับประโยชน์ของคุณ เงินก้อนนี้จะเท่ากับเงินที่คุณสะสมไว้ หักด้วยเงินบำนาญทั้งหมดที่คุณรับไปแล้ว
เป็นกรมธรรม์แบบที่ถ้าคุณจากไปก่อนอายุ 75 ปี จะมีเงินก้อนหนึ่งจ่ายให้ผู้รับประโยชน์ของคุณ เงินก้อนนี้จะเท่ากับเงินที่คุณสะสมไว้ หักด้วยเงินบำนาญทั้งหมดที่คุณรับไปแล้ว
จะเห็นได้ว่า กรมธรรม์บำนาญได้มีการออกแบบมามากมาย เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย ดังนั้นก่อนซื้อกรมธรรม์ต้องศึกษาและอ่านเงื่อนไขของกรมธรรม์แต่ละแบบให้ดีเสียก่อน
วิธีคำนวณเงินบำนาญที่จะได้รับ
ขนาดของเงินงวดที่จะได้รับในอนาคตขึ้นกับ 2 ปัจจัย คือ
1. ขนาดของเงินสะสม ( The pot )
2. อัตราบำนาญ ( Annuity rate )
ขนาดของเงินงวดที่จะได้รับในอนาคตขึ้นกับ 2 ปัจจัย คือ
1. ขนาดของเงินสะสม ( The pot )
2. อัตราบำนาญ ( Annuity rate )
โดยสามารถคำนวณได้จากสูตรต่อไปนี้
Annuity = Value of fund x Annuity rate
Annuity = Value of fund x Annuity rate
อัตราบำนาญถูกคิดคำนวณโดยนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ซึ่งใช้ปัจจัยหลายอย่างมาคำนวณ เช่น อัตรามรณะ อัตราดอกเบี้ย อายุ เพศและสุขภาพ โดยทั่วไป อัตราจะยิ่งสูงถ้าลูกค้ายิ่งมีอายุมาก เพราะช่วงอายุในอนาคตเหลือน้อยกว่า ขณะเดียวกัน อัตราของผู้ชายจะสูงกว่าผู้หญิง เพราะผู้ชายมีอายุสั้นกว่าผู้หญิง
นอกจากนี้หากเราเลือกเงื่อนไขพิเศษเพิ่มขึ้น เช่น ขอปรับเงินบำนาญตามเงินเฟ้อ, ขอให้รับประกันระยะเวลาจ่ายขั้นต่ำ หรือขอให้จ่ายให้คู่สมรสด้วยหลังการเสียชีวิตของคนแรก มันจะทำให้เงินบำนาญลดลง
นอกจากนี้หากเราเลือกเงื่อนไขพิเศษเพิ่มขึ้น เช่น ขอปรับเงินบำนาญตามเงินเฟ้อ, ขอให้รับประกันระยะเวลาจ่ายขั้นต่ำ หรือขอให้จ่ายให้คู่สมรสด้วยหลังการเสียชีวิตของคนแรก มันจะทำให้เงินบำนาญลดลง
ข้อดีของการซื้อกรมธรรม์บำนาญ
1. มีหลักประกันว่าเราจะมีเงินใช้ยามเกษียณแน่นอน
2. รับประกันผลตอบแทนที่ได้ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการลงทุนในอนาคต
3. เป็นการจัดสรรเงินที่เป็นระบบ เชื่อถือได้
4. ได้รับการสนับสนุนจากรัฐโดยการลดหย่อนภาษีให้
5. เป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ทุกคนยังชีพอยู่ได้ด้วยเงินกองกลาง
6. สบายใจว่าคู่สมรสของเรามีเงินเลี้ยงดู แม้เราจะไม่อยู่แล้ว
7. ช่วยลดภาระของรัฐในระยะยาว
1. มีหลักประกันว่าเราจะมีเงินใช้ยามเกษียณแน่นอน
2. รับประกันผลตอบแทนที่ได้ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการลงทุนในอนาคต
3. เป็นการจัดสรรเงินที่เป็นระบบ เชื่อถือได้
4. ได้รับการสนับสนุนจากรัฐโดยการลดหย่อนภาษีให้
5. เป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ทุกคนยังชีพอยู่ได้ด้วยเงินกองกลาง
6. สบายใจว่าคู่สมรสของเรามีเงินเลี้ยงดู แม้เราจะไม่อยู่แล้ว
7. ช่วยลดภาระของรัฐในระยะยาว
ข้ออ่อนของกรมธรรม์บำนาญ
1. เมื่อเริ่มรับเงินบำนาญแล้ว ยกเลิกไม่ได้
2. หากยกเลิกในช่วงสะสมเงิน อาจถูกคิดค่าธรรมเนียม 7% - 20%ของเงินที่สะสมไป
3. กรณีผู้ซื้อมีอายุสั้น อาจทำให้ได้รับเงินบำนาญคืนน้อยกว่าที่จ่ายออกไป
4. อัตราเงินเฟ้ออาจทำให้เงินที่ได้ในอนาคตมีกำลังซื้อลดลง อาจจะไม่สะดวกสบายอย่างที่คาดหวังไว้
5. ต้องสะสมเงินเป็นเวลายาวนานกว่าจะได้ใช้เงิน ( อย่างต่ำต้องรอถึงอายุ 55 ปี )
1. เมื่อเริ่มรับเงินบำนาญแล้ว ยกเลิกไม่ได้
2. หากยกเลิกในช่วงสะสมเงิน อาจถูกคิดค่าธรรมเนียม 7% - 20%ของเงินที่สะสมไป
3. กรณีผู้ซื้อมีอายุสั้น อาจทำให้ได้รับเงินบำนาญคืนน้อยกว่าที่จ่ายออกไป
4. อัตราเงินเฟ้ออาจทำให้เงินที่ได้ในอนาคตมีกำลังซื้อลดลง อาจจะไม่สะดวกสบายอย่างที่คาดหวังไว้
5. ต้องสะสมเงินเป็นเวลายาวนานกว่าจะได้ใช้เงิน ( อย่างต่ำต้องรอถึงอายุ 55 ปี )
เมื่อไรที่เราควรตัดสินใจซื้อกรมธรรม์บำนาญ
ไม่มีใครสามารถทำนายอนาคตได้ อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ในทศวรรษที่ผ่านมา จะพบว่าผู้ที่ตัดสินใจล่าช้ามักเป็นฝ่ายเสียผลประโยชน์ ไม่เพียงแต่จะมาจากการที่อัตราการจ่ายบำนาญลดลงเพราะคนอายุยืนขึ้น แต่ยังมาจากผลตอบแทนการลงทุนที่ลดน้อยลง จากความล่าช้าในการเริ่มต้นลงทุน
ไม่มีใครสามารถทำนายอนาคตได้ อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ในทศวรรษที่ผ่านมา จะพบว่าผู้ที่ตัดสินใจล่าช้ามักเป็นฝ่ายเสียผลประโยชน์ ไม่เพียงแต่จะมาจากการที่อัตราการจ่ายบำนาญลดลงเพราะคนอายุยืนขึ้น แต่ยังมาจากผลตอบแทนการลงทุนที่ลดน้อยลง จากความล่าช้าในการเริ่มต้นลงทุน
บทสรุป
ปัจจุบันนี้ กรมธรรม์บำนาญกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในอังกฤษและอเมริกา มีข้อมูลว่าเงินเกษียณอายุของประชาชนชาวอเมริกัน มาจากกรมธรรม์แบบบำนาญถึง 15% ดังนั้น จึงเชื่อว่าประชาชนในประเทศต่างๆจะพากันเลียนแบบ และนิยมกรมธรรม์บำนาญกันอย่างแพร่หลาย
ปัจจุบันนี้ กรมธรรม์บำนาญกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในอังกฤษและอเมริกา มีข้อมูลว่าเงินเกษียณอายุของประชาชนชาวอเมริกัน มาจากกรมธรรม์แบบบำนาญถึง 15% ดังนั้น จึงเชื่อว่าประชาชนในประเทศต่างๆจะพากันเลียนแบบ และนิยมกรมธรรม์บำนาญกันอย่างแพร่หลาย
รัฐบาลไทยควรฉวยโอกาสนี้ รณรงค์ให้ประชาชนซื้อกรมธรรม์บำนาญไว้ให้มากที่สุด เพื่อแบ่งเบาภาระของรัฐบาล โดยการอนุมัติให้ลดหย่อนภาษีเงินออมส่วนนี้ได้ เชื่อว่ากองทุนบำนาญนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมที่จะเป็นทั้งหลักประกันและเงินออมของประเทศในอนาคต
แหล่งข้อมูล Wikipedia , Investopedia, UK-annuity.com และ CNNMoney.com
หมายเหตุ ชื่อเรียกคำต่างๆ อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่ได้มีการบัญญัติศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อ กรมธรรม์บำนาญแบบต่างๆของไทย อย่างเป็นทางการ
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
ขุมทรัพย์ในกรมธรรม์
เมื่อพูดถึงขุมทรัพย์ เรามักนึกถึงแหล่งที่พบสมบัติล้ำค่าที่ถูกซุกซ่อนไว้ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า หากท่านมีกรมธรรม์สะสมทรัพย์ที่ถือไว้ก่อนปีพศ.2545 ท่านก็เสมือนมีขุมทรัพย์อยู่ในมือเช่นกัน
ถ้าท่านโชคดีได้ซื้อกรมธรรม์สะสมทรัพย์ไว้ก่อนปีพศ.2545 ไม่ว่าแบบใด หรือจากบริษัทใด ลองหยิบกรมธรรม์ขึ้นมาพลิกๆดู
|
เริ่มจาก หมวดว่าด้วยเงินคืน ถ้ากรมธรรม์ของท่านมีเงินคืนตามเงื่อนไขของกรมธรรม์เป็นระยะๆ เช่น คืนทุก 3 ปี หรือทุก5 ปี เขามักจะมีข้อความทำนองว่า “เงินจ่ายคืนรายงวดตามกรมธรรม์แบบสะสม” ซึ่งมีรายละเอียดว่า ท่านสามารถคงเงินนี้ไว้กับบริษัทเพื่อสะสม โดยได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี จนกว่าผู้เอาประกันจะเสียชีวิตหรือกรมธรรม์ครบสัญญา
นั่นเท่ากับว่า เงินคืนรายงวดนี้ สามารถฝากไว้กับบริษัทประกันแบบบัญชีออมทรัพย์ สามารถถอนได้ตลอดเวลา โดยได้ดอกเบี้ยสูงถึง 6% คิดเป็น 2 เท่าของดอกเบี้ยปัจจุบัน
ต่อไปลองพลิกไปดูหมวดที่ว่าด้วยเงินครบสัญญา จะมีข้อความทำนองว่า “การจ่ายเงินตามกรมธรรม์ประกันภัย” หากเจ้าของกรมธรรม์ไม่ประสงค์จะรับเงินได้ตามกรมธรรม์เมื่อกรมธรรม์ครบสัญญา หรือผู้เอาประกันเสียชีวิต เจ้าของกรมธรรม์อาจตกลงกับบริษัทให้จ่ายเงิน โดยวิธีใดวิธีหนึ่งดังนี้
1. จ่ายดอกเบี้ยซึ่งเกิดจากเงินที่ได้ โดยคิดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี
2. จ่ายเป็นรายงวดในจำนวนที่กำหนดได้ งวดละเท่าๆกัน เป็นรายปี หกเดือน สามเดือน หรือรายเดือน ตามจำนวนที่เลือกได้ โดยบริษัทคิดดอกเบี้ยให้เงินส่วนที่เหลือในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี
3. จ่ายเป็นรายงวดภายในระยะเวลาที่กำหนด บริษัทจะจ่ายเงินที่ได้เป็นงวด งวดละเท่าๆกัน เป็นรายปี หกเดือน สามเดือน หรือรายเดือน เป็นเวลาไม่เกิน 20 ปี โดยคำนวณดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี ผู้รับเงินตามกรมธรรม์อาจถอนเงินส่วนที่เหลืออยู่ได้ทุกเวลา
4. จ่ายเงินเป็นรายได้ตลอดชีพ บริษัทจะจ่ายเงินที่ได้ให้เป็นงวด งวดละเท่าๆกัน เป็นรายปี หกเดือน สามเดือน หรือรายเดือน ตลอดอายุของผู้รับเงิน จำนวนเงินแต่ละงวดจะขึ้นกับอายุ เพศ ที่ได้กำหนดไว้ให้ในตาราง
2. จ่ายเป็นรายงวดในจำนวนที่กำหนดได้ งวดละเท่าๆกัน เป็นรายปี หกเดือน สามเดือน หรือรายเดือน ตามจำนวนที่เลือกได้ โดยบริษัทคิดดอกเบี้ยให้เงินส่วนที่เหลือในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี
3. จ่ายเป็นรายงวดภายในระยะเวลาที่กำหนด บริษัทจะจ่ายเงินที่ได้เป็นงวด งวดละเท่าๆกัน เป็นรายปี หกเดือน สามเดือน หรือรายเดือน เป็นเวลาไม่เกิน 20 ปี โดยคำนวณดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี ผู้รับเงินตามกรมธรรม์อาจถอนเงินส่วนที่เหลืออยู่ได้ทุกเวลา
4. จ่ายเงินเป็นรายได้ตลอดชีพ บริษัทจะจ่ายเงินที่ได้ให้เป็นงวด งวดละเท่าๆกัน เป็นรายปี หกเดือน สามเดือน หรือรายเดือน ตลอดอายุของผู้รับเงิน จำนวนเงินแต่ละงวดจะขึ้นกับอายุ เพศ ที่ได้กำหนดไว้ให้ในตาราง
ถ้าท่านพบข้อความทำนองนี้ ( หรือกรมธรรม์ที่ออกในช่วงปลายปี 2545-2546 บางกรมธรรม์ บางบริษัทอาจจะลดลงมาเป็น 5% บ้าง 4% บ้างก็ไม่เป็นไร) ถือว่าท่านโชคดีได้รับผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยปัจจุบันมาก แถมยังไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ย เพราะประมวลรัษฎากร กำหนดให้เงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้จากจากกรมธรรม์ประกันชีวิต ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ เท่ากับว่าท่านมีขุมทรัพย์ไว้ในมือ จะมากจะน้อยขึ้นกับวงเงินที่ท่านทำไว้
ดังนั้นเวลามีเงินคืนตามกรมธรรม์ หรือเงินครบสัญญา ท่านสามารถแจ้งความจำนงขอฝากเงินเหล่านี้ไว้กับบริษัทประกัน ที่เป็นลักษณะคล้ายบัญชีออมทรัพย์ คือถอนได้ตลอดเวลา แต่ได้ดอกเบี้ยถึง 6 % ในขณะที่ปัจจุบัน หากท่านนำเงินก้อนนี้ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล จะได้ดอกเบี้ยเพียง 3.5% ไม่มีสภาพคล่องแถมยังต้องเสียดอกเบี้ยด้วย หรือหากนำไปฝากธนาคารก็จะได้ดอกเบี้ยเพียง 1-3% เท่านั้น และยังมีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะลดลงได้ในอนาคต
สิทธิ์นี้จะคงอยู่ไปจนกว่าผู้เอาประกันภัยจะเสียชีวิต หรือหากเราใช้สิทธิ์นี้ในเงื่อนไขที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต แล้วผู้รับประโยชน์ขอฝากเงินสินไหมที่ได้ไว้ ก็สามารถคงสิทธิ์นี้ไปจนสิ้นอายุขัยของผู้รับประโยชน์ เรียกว่า ได้ประโยชน์จากขุมทรัพย์นี้ 1 ชั่วอายุคน
ส่วนที่มาที่ไป ที่ทำให้บริษัทประกันชีวิตใส่เงื่อนไขนี้ผูกมัดตนเองไว้ เพราะเดิมทีอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ( 10 ปีขึ้นไป) ไม่เคยให้ต่ำกว่า 8 % บริษัทต่างๆจึงขอทำตัวเป็นเสือนอนกิน เสนอบริการรับฝากเงินคืนหรือเงินครบสัญญาจากลูกค้า โดยสัญญาที่จะจ่ายดอกเบี้ยให้ 6% ขณะที่ตนเองจะนำเงินนี้ไปซื้อพันธบัตรรับดอกเบี้ย 8-10% โดยไม่ต้องเหนื่อยยากหรือมีความเสี่ยงใดๆ และมันก็เป็นเช่นนี้มา 40-50 ปีนับตั้งแต่มีธุรกิจประกันชีวิตมา
แต่เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น ประเทศไทยประสบวิกฤติเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ในปี พศ.2540 ธุรกิจล้มละลายจำนวนมาก หลังเศรษฐกิจฟื้นตัว เจ้าของธุรกิจหรือนักลงทุนเริ่มระมัดระวังในการลงทุน รู้จักบันยะบันยัง กู้เงินมาลงทุนเท่าที่จำเป็น ลดการเก็งกำไรลง ให้มีเงินฝากล้นธนาคาร ธนาคารปล่อยสินเชื่อได้น้อยกว่าที่รับฝากมา ทำให้ดอกเบี้ยลดลงอย่างต่อเนื่อง
ผลตอบแทนพันธบัตรก็ลดลงตามไปด้วย จนลดต่ำกว่า 6% ในช่วงปี พศ.2546 ทำให้ทุกบริษัททยอยยกเลิกเงื่อนไขนี้ในกรมธรรม์ที่ออกขายใหม่ และล่าสุด(วันที่ 26 มค.2555) พันธบัตร 10 ปีให้ดอกเบี้ยเพียง 3.21% พันธบัตร 15 ปีให้ดอกเบี้ย 3.53% พันธบัตร 20 ปีให้ดอกเบี้ย 3.61% และพันธบัตร 50 ปีให้ดอกเบี้ย 4.24% อย่างนี้ต้องเรียกว่าเป็นทุกขลาภของบริษัทประกันชีวิต เป็นพันธนาการที่เกิดขึ้นแบบคาดไม่ถึง
แต่ไม่ต้องไปกังวลกับความมั่นคง หรือความสามารถในการหาดอกผลมาจ่ายดอกเบี้ยให้พวกเราหรอกครับ เพราะมาถึงทุกวันนี้ กรมธรรม์ที่ออกใหม่ยกเลิกเงื่อนไขเหล่านี้หมดแล้ว หรือหากมี ก็รับประกันดอกเบี้ยให้เพียง 2% ส่วนกรมธรรม์ที่ได้สิทธิ์พิเศษตามที่กล่าวมาข้างต้น ก็คงมีจำนวนไม่ถึง 10%ของเงินที่อยู่ในระบบประกันชีวิตทั้งหมด เนื่องจากธุรกิจประกันชีวิตเติบโตอย่างก้าวกระโดดทุกปี จนไม่มีผลต่อการจัดสรรผลตอบแทนให้ผู้ถือกรมธรรม์รุ่นเก่าๆ
คนที่ได้ซื้อกรมธรรม์สะสมทรัพย์รุ่นพิเศษนี้ จึงเสมือนถูกหวยโดยไม่รู้ตัว เท่ากับมีขุมทรัพย์ย่อยๆที่ซุกซ่อนไว้ใกล้ตัว แต่ถ้าไม่รู้ หรือรู้แต่ไม่ใช้สิทธิ์ ก็เท่ากับเสียปล่าวครับ

